ชนิดของผ้าที่ใช้ในการตัดชุดสูท (SUITING)


ผ้าที่ใช้สำหรับตัดชุดสูท สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

1) ผ้าที่ไม่มีส่วนผสมของขนสัตว์  มีหลากหลายชนิด เช่น

- ผ้าฝ้าย (Cotton)
ข้อดี : ผ้าฝ้ายที่เนื้อดีจะตัดสูทได้ดูดี แต่ถ้าจะให้ดีควรเป็นผ้าฝ้ายที่ปนกับ lycra เพราะว่าจะเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับตัวผ้า สูทจะคงตัวได้ดี และรูปทรงไม่เสียง่าย
ข้อเสีย : ซีดง่ายและยับง่าย แต่ก็ยังไม่ง่ายเท่าผ้าลินิน ความเห็น: ถ้าไม่อยากร้อนเพราะผ้าขนสัตว์ หรือว่าไม่อยากเสียเงินซื้อสูทขนสัตว์เนื้อเบา น้ำหนักเบา ก็เลือกใช้สูทผ้าฝ้ายที่เนื้อแน่น และตัดเย็บดีก็จะได้สูทที่สวยไม่แพ้สูทขนสัตว์เลยค่ะ

- ลินิน (Linin) 
ข้อดี : เป็นผ้าสูทที่เหมาะสำหรับหน้าร้อน ระบายอากาศได้ดี น้ำหนักเบา เหมาะสมที่จะใช้ตัดเป็นสูทลำลอง ไม่เหมาะที่จะตัดเป็นสูททางการ สีที่นิยมใช้คือสีขาวหรือสีครีม
ข้อเสีย : เปื้อนง่ายและยับง่าย ไม่เหมาะกับท่องเที่ยว

- โพลีเอสเตอร์ (Polyester)
ข้อดี : ยับยาก ราคาไม่แพง แต่ปัจจุบันมีผ้าโพลีเอสเตอร์คุณภาพเยี่ยมๆ ดูหรูหรา เนื้อนุ่ม ถูกใจทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีมากมาย
ข้อเสีย : ใส่แล้วร้อน เนื้อผ้าระบายอากาศได้ไม่เป็นธรรมชาติเท่าผ้าฝ้าย และผ้าขนสัตว์

- ไมโครไฟเบอร์ (Micro Fible)
เป็นผ้าในตระกูลของโพลีเอสเตอร์ เนื้อจะดูละเอียดและนุ่มดีมาก

- เทฟลอน (Teflon)

2) ผ้าขนสัตว์หรือผ้าวูล

สุดยอดของผ้าที่ใช้ตัดชุดสูทแบรนด์เนมส์ดัง ๆ ก็คือผ้าวูลที่มีส่วนผสมของขนสัตว์เป็นส่วนประกอบหลัก จุดเด่นของผ้าวูลคือ เนื้อผ้าละเอียดเนียนนุ่ม ใส่สบาย มีความเงางาม ดูหรูหรา มีสปริงอยู่ทรง ไม่ห่อตัว ทนทานดีมาก เมื่อตัดเป็นสูทแล้ว ทำให้ผู้สวมใส่ดูภูมิฐาน มีสง่า ชนิดของผ้าวูลแบ่งย่อยเป็น 2 ประเภท

2.1 ผ้าวูลผสม (Blended Wool) มีส่วนผสมของขนสัตว์และโพลีเอสเตอร์ คุณสมบัติใกล้เคียงกับผ้าวูลแท้ แต่ดูแล รักษาง่ายกว่า แถมราคาถูกกว่าอีกด้วย

2.2 ผ้าวูลแท้ (Pure Wool) สุดยอดของสูทคุณภาพทำจากผ้า CASHMERE WOOL เพราะทนทานมาก สวมใส่ได้ทั้งหน้าร้อนและหน้าหนาว

ผ้าวูลแบ่งได้ดังนี้

Tweed

ข้อดี : เนื้อผ้าหนา น้ำหนักมาก ใส่แล้วอบอุ่นดี เหมาะในที่อากาศเย็น ๆ
ข้อเสีย : คือ หนัก คนอ้วนใส่แล้วจะดูตัวใหญ่เกินไป เพราะผ้าหนา เป็นผ้าที่ใส่แล้วดูจะเป็นผู้ใหญ่ ไม่วัยรุ่น

Flannel

ข้อดี : เป็นผ้าวูลที่มีน้ำหนักที่สุด เนื้อผ้าทนทาน อุ่น เหมาะสำหรับเป็นสูทใส่หน้าหนาว สีที่นิยมคือสีเทาเข้ม หรือมีลายเส้นนิดๆ
ข้อเสีย : คือ เนื้อผ้าหนา น้ำหนักมาก



Tropical

ข้อดี : เนื้อผ้าน้ำหนักเบาถึงเบามาก เป็นผ้าวูลที่เหมาะสำหรับอากาศที่ร้อน
ข้อเสีย : เนื่องจากน้ำหนักเบา จึงยับง่าย (แต่ไม่ง่ายอย่างลินิน)



Worsted

worsting คือกระบวนการการคัดเลือกเส้นวูลที่สั้นๆออกจากการทอ ทำให้ได้เส้นวูลที่ยาว ซึ่งผ้าจะเรียบและเนียนกว่าทนกว่าการทอโดยใช้เส้นด้ายสั้นบ้างยาวบ้าง ผ้าที่ผ่านกรรมวิธีนี้เป็นผ้าที่เหมาะที่สุดสำหรับคนที่เพิ่งจะมีสูทเป็นชุดแรก น้ำหนักจะเบาถึงปานกลาง เหมาะกับอากาศบ้านเรา และ คนที่ทำงานในห้องแอร์ สำหรับเมืองไทยควรเลือกแบบที่ทอน้ำหนักเบาหน่อย ราคาอาจจะแพงสักนิด แต่คุ้มกว่า เพราะว่าทนนาน และใช้ได้หลายโอกาส 

ข้อดี : มีความทนทานสูง ทนยับ และใส่ได้ตลอดปี มีทั้งแบบน้ำหนักเบาและปานกลาง เลือกได้หลายแบบ
ข้อเสีย : ไม่มี

ราคาและคุณภาพของผ้าแต่ละชนิดจะขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้

1) วัตถุดิบที่เอามาทอผ้า ถ้าขนของสัตว์นั้นหายากมันก็ย่อมแพง เช่น lamb wool กับ cashmere wool ราคาต้องแตกต่างกัน

2) ลักษณะการทอผ้า ยิ่งทอละเอียดมากเท่าไหร่ ผ้าก็จะยิ่งทนและราคาแพงขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ผ้าที่ทอ 60-80 twists ก็ย่อมถูกกว่าและจะไม่เนียนเท่าผ้าที่ทอด้วย 120 twists ผ้าสูทปกติควรจะเป็นการทอตั้งแต่ 100 twists ขึ้นไป แต่สูทผ้าวูลที่เหมาะสำหรับใส่ประจำบ่อยๆ ควรจะเป็นการทอ 100-130 twists เพราะเนื้อผ้าจะไม่หนาหรือบางเกินไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Bloggang.com